ยิงโหดเหมือนโกรธโควิด! 6 ประเด็นของทีม ฟุตบอล ดอร์ทมุนด์ หลังเกมดอร์ทมุนด์ยำใหญ่ชาลเก้

ฟุตบอล

“เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังคงยอดเยี่ยม แม้พักแข้งไปนาน 2 เดือน เพราะเจอวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19” หลังล่าสุดรีสตาร์ทซีซั่นในศึก ฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน ด้วยการเปิดรัง ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค ไล่ยำคู่ปรับร่วมแคว้นรูห์อย่าง ชาลเก้ 04 4-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

พร้อมคว้าชัยชนะในลีกได้เป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน แถมทำคะแนนไล่จี้ บาเยิร์น มิวนิค ทีมจ่าฝูง เหลือแค่แต้มเดียวแล้ว (บาเยิร์น มีคิวเยือน อูนิโอน เบอร์ลิน คืนวันอาทิตย์นี้) เรียกได้ว่าการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ระหว่างสองยักษ์ใหญ่น่าจะสนุกไม่น้อย และนี่คือ 6 ประเด็นน่าสนใจหลังเกม ฟุตบอล ที่ ดอร์ทมุนด์ คว้าชัยชนะเหนือ “ราชันสีน้ำเงิน” ได้แบบสุดหรู

ฟุตบอล

 – ได้เห็นวิถีใหม่เกมฟุตบอล

แม้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว แต่พอได้ชมเกมจริงๆ ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกๆ ไม่น้อย ซึ่งนานๆ ไปก็อาจจะชิน เพราะเราจะได้เห็นแบบนี้อย่างน้อยก็จนกระทั่งจบฤดูกาล กับบรรยากาศเงียบๆ, อัฒจันทร์โล่งๆ , มีเสียงแค่การตะโกนของนักเตะและโค้ชข้างสนามเท่านั้น รวมถึงความแปลกใหม่ด้านอื่นๆ

อย่างเช่นตรงซุ้มม้านั่งสำรองที่ต้องนั่งแบบเว้นระยะห่างตามระเบียบ “social distancing” แถมต้องสวมหน้ากากอนามัย, ดีใจแบบห่างๆ กันหลังทำประตูได้, ห้ามจับมือ แต่ใช้ท่อนแทนแปะกันได้เพื่อแสดงความสามัคคี… นี่คือสิ่งที่เราได้เห็นในเกมฟุตบอลยุคปัจจุบันตามวิถี “นิว นอร์มอล”

 – มันส์… อยู่ข้างเดียว

ด้วยการที่ไม่มีแฟนบอลอยู่บนอัฒจันทร์ แน่นอนว่า บรรยากาศของเกมขาดอรรถรสไปเยอะ ส่วนอัตราความมันส์ของเกมก็ถือว่ามีอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะมีประตูให้ชมหลายลูก แต่เป็น ดอร์ทมุนด์ ที่มันส์อยู่ข้างเดียว ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า “เสือเหลือง” เล่นได้เข้าขากันมาก, มีการเข้าทำที่เฉียบขาด และจบสกอร์ได้คม เพราะ 4 ครั้งที่ยิงตรงกรอบ เป็นประตูทั้งหมด เรียกได้ว่า 100% เลยทีเดียว

 – ดอร์ทมุนด์ แรงดีไม่มีตก

จากฟอร์มการเล่นของ ดอร์ทมุนด์ ในเกมนี้ ดูเหมือนว่าการพักไปนาน 2 เดือน ไม่ได้มีผลอะไรเลยต่อพวกเขา ทั้งๆ ที่ เจดอน ซานโช ไม่ได้สตาร์ทเป็นตัวจริง  (ลงเป็นตัวสำรองนาทีที่ 79) เพราะสตาร์ตัวรุกคนอื่นๆ อย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์, ธอร์กก็อง อาซาร์, ยูเลียน บรันด์ท

รวมถึงคู่ฟูลแบ็กฝั่งซ้าย-ขวาอย่าง ราฟาเอล เกร์เรยโร่ กับ อัฟราฟ ฮาคิมี่ ต่างเล่นได้ท็อปฟอร์ม โดยเฉพาะ เกร์เรยโร่ กับ ฮาคิมี่ วิ่งเติมเกมรุกอย่างสนุกสนาน ให้อารมณ์คล้ายๆ กับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ของ ลิเวอร์พูล เลยทีเดียว

 – ไม่พร้อมเลยสาหรับ ชาลเก้ 

ชาลเก้ ดูเหมือนยังไม่ค่อยพร้อมสำหรับการรีสตาร์ทซีซั่น เพราะแมตช์นี้พวกเขาทำได้น่าผิดหวังมาก ทั้งเกมรับและเกมรุก แถมมีจังหวะเล่นเสียเองเยอะมาก หากยังเครื่องไม่ติดแบบนี้ ถือว่าอันตรายอย่างแรงสำหรับ “ราชันสีน้ำเงิน” ในการแย่งชิงโควตา ยูโรปา ลีก เพราะตอนนี้พวกเขาร่วงลงมาอยู่ที่ 8 เรียบร้อย แถมไม่ชนะใครในลีกมา 8 นัดติด!!! (เสมอ 4 แพ้ 4)

 – ฮาแลนด์ ยังคงยอดเยี่ยม

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ยังคงร้อนแรงไม่ต่างจากช่วงก่อน “โควิด-19” เพราะฟอร์มการเล่นไม่ได้ดร็อปลงเลย ทั้งเรื่องการจบสกอร์และความเร็ว ซึ่งเกมนี้เจ้าตัวนอกจากทำประตูขึ้นนำ 1-0 แล้ว

ยังโชว์แอสซิสต์สวยๆ ให้ เกร์เรยโร่ ยิงปิดท้าย 4-0 อีกด้วย เท่ากับว่า ตอนนี้ ฮาแลนด์ กระทุ้งไปแล้ว 13 ประตู จากการลงเล่นให้ ดอร์ทมุนด์ รวมทุกรายการ 12 นัด  

– บรันดท์ ตัวสร้างสรรค์เกมชั้นยอด 

เว็บ  holiday palace สมัคร บอกว่านอกจาก ฮาแลนด์ และ เกร์เรยโร่ ที่ทำคนเดียวสองประตูแล้ว ยูเลียน บรันด์ท ก็เป็นอีกคนที่เด่นมาก เพราะมีส่วนร่วมทั้งหมดกับสามประตูแรก โดยประตู 1-0 ก็มาจากเพลย์ที่ยอดเยี่ยมของเจ้าตัว

ก่อนที่จะเป็นคนแอสซิสต์ให้ เกร์เรยโร่ และ อาซาร์ ทำประตู 2-0 และ 3-0 ตามลำดับ

ทีมบอล แมนยูน่าทุ่มคนอื่นมากกว่า “แฮร์รี่ เคน” ตัวเลือกอื่นคุ้มกว่า!

ทีมบอล

ช่วงที่ผ่านมา ทีมบอล  แมนฯ ยูไนเต็ด เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับ แฮร์รี่ เคน กองหน้า ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ หลังจากพวกเขากำลังมองหากองหน้าตัวเป้าที่ฝากความหวังเอาไว้ได้ เนื่องจากผ่านมาพวกเขาเป็นทีมที่สร้างโอกาสได้เยอะ แต่จังหวะการจบสกอร์ขาดความเด็ดขาด

นับตั้งแต่ ทีมบอล  “ปีศาจแดง” ต้องเสีย โรเมลู ลูกากู ไปให้กับ อินเตอร์ มิลาน พวกเขาก็ขาดกองหน้าโป้งปิดบัญชีไป โดยจะมีเพียง มาคัส แรชฟอร์ด ที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้บ้าง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะถนัดในการเล่นเป็นตัวริมเส้นมากกว่า ส่วน โอเดียน อิกาโล่ ดาวยิงสัญญาเช่าที่มาทำผลงานได้ดีก็ยังปิดดีลกับต้นสังกัดไม่ได้

ทีมบอล

อย่างไรก็ตามการตั้งเป้าคว้า เคน มาเสริมทัพอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเนื่อกจากมีรายงานว่า “ไก่เดือยทอง” ยืนยันที่จะปล่อยตัวนักเตะที่ราคาสถิติโลก 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งแน่นอนราคาดังกล่าวอาจสูงเกินไป หากวัดจากผลงานกับสภาพร่างกายของดาวยิงทีมชาติอังกฤษในช่วงหลังที่มักจะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ราคาดังกล่าวอาจจะไม่คุ้มที่จะเสี่ยงกับค่าตัวระดับนี้ และการมองไปที่ตัวเลือกอื่นในตลาดนักเตะก็ดูจะน่าสนใจกว่าไม่น้อย ส่วนจะมีใครน่าสนใจบ้างไปดูกัน

เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (อินเตอร์ มิลาน) 
ดาวเตะวัย 22 ปี โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นในฤดูกาลนี้ ด้วยการทำไป 16 ประตู จากการลงเล่น 31 นัดในทุกรายการ ซึ่งมันถือเป็นพัฒนาการที่ยอดเยี่ยม เมื่อพิจารณาถึงการที่ซีซั่นก่อนเขาทำได้แค่ 9 ประตูจากการลงสนาม 35 นัดในทุกรายการให้กับ อินเตอร์ จนทำให้ที่ผ่านมามีหลายทีมที่ตกเป็นข่าวว่าอยากได้เขาไปร่วมทัพ ทั้ง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แข้งชาวอาร์เจนไตน์มีค่าฉีกสัญญาที่จำนวน 111 ล้านยูโร และแม้จะตกเป็นเป้าหมายหลักของ บาร์ซ่า แต่ด้วยความที่ทัพ “อาซูลกราน่า” ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้พวกเขาอาจถอนสมอหันไปคว้าตัวดาวยิงรายอื่นมาแทน ซึ่งจะทำให้ “ปีศาจแดง” มีโอกาสที่จะได้ตัวมากขึ้นหากหันมาจริงจังกับดีลนี้

ติโม แวร์เนอร์ (แอร์เบ ไลป์ซิก) 
แวร์เนอร์ ถือเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้ หลังทำผลงานได้ร้อนแรงกับ แอร์เบ ไลป์ซิก นับตั้งแต่ย้ายมาจาก สตุ๊ดการ์ด ในปี 2016 โดยในซีซั่นนี้เจ้าตัวกระหน่ำไป 27 ประตูจาก 26 เกมทุกรายการ

แม้ช่วงที่ผ่านมาดาวเตะวัย 24 ปี จะมีข่าวเกี่ยวโยงกับ ลิเวอร์พูล มากที่สุด แต่เจ้าตัวก็เคยออกมายอมรับว่าไม่ได้ปิดโอกาสไปเล่นกับทีมอื่นเช่นกัน ซึ่ง “ปีศาจแดง” เองก็เคยมีข่าวพัวพันกับดาวยิงทีมชาติเยอรมันมาแล้ว โดยที่นักเตะมีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 51 ล้านปอนด์เท่านั้น

ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง (อาร์เซน่อล)
ดาวยิงชาวกาบองยังคงมีอนาคตที่ไม่แน่นอนกับต้นสังกัด และตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหลือสัญญากับทีมอีก 12 เดือนเท่านั้น และยังไม่มีท่าทีที่จะขยายสัญญาใหม่ออกไปเลย ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจไม่ต้องทุ่มเงินมหาศาลในการคว้ากองหน้าฝีเท้าดีมาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้

แม้ โอบาเมยอง จะอยู่ในวัย 30 ปีแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขายังถือเป็นกองหน้าระดับต้นๆของยุโรป แถมไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวมากมายในการเล่นในเวทีพรีเมียร์ลีก โดยนับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับ อาร์เซน่อล เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 โอบาเมยอง ทำผลงานได้โดดเด่นอย่างมาก โดยจนถึงตอนนี้ทำไปแล้ว 61 ประตู จากการลงเล่น 97 นัดในทุกรายการ

ราอูล ฮิมิเนซ (วูล์ฟแฮมป์ตัน)
ฤดูกาลนี้ดาวยิงชาวแม็กซิกันโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆ กระทุ้งไปแล้ว 22 ประตู จากการลงเล่นให้ “หมาป่า” รวมทุกรายการ 44 นัด จนมีข่าวเกี่ยวหลายสโมสร ซึ่งก็รวมถึง แมนฯ ยูไนเต็ด ยูไนเต็ด ที่เคยแสดงความสนใจดึงตัวไปร่วมทีม

ทั้งนี้ทางเว็บ holiday palace มือถือ บอกว่าเชื่อว่าทัพ “หมาป่า” จะไม่ปล่อยตัวนักเตะออกไปหากได้ราคาต่ำกว่า 60 ล้านยูโร เนื่องจากพวกเขาจัดการซื้อขาดมาจาก เบนฟิก้า ในราคา 40 ล้านยูโร อย่างไรก็ตามแม้จะต้องทุ่มเงินสูงหน่อยกับดีลนี้ แต่น่าจะเป็นนักเตะที่น่าจะตอบโจทย์ให้กับ แมนยู มากที่สุดคนหนึ่ง หลังจาก ฮิมิเนซ เป็นนักเตะที่มีสไตล์คล่องแคล่วไปกับบอลได้ดี รวมถึงการจบจบสกอร์ที่คมกริบ และที่สำคัญพิสูจน์เขาตัวเองในการเล่นในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว

เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วและทันเวลาสำหรับสโมสร ฟุตบอล ลิเวอร์พูล

ฟุตบอล

เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วและทันเวลาสำหรับสโมสร ฟุตบอล ลิเวอร์พูลไม่ดื้อ ไม่ไว้ฟอร์ม ไม่ยึดถือศักดิ์ศรี เมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดก็แก้ไข และเป็นการแก้ไขโดยเร็ว

การตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางกลับหลังหันในเรื่องเลิกจ้างพนักงานส่วนที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลแล้วนำพนักงานเหล่านั้นเข้าโครงการชดเชยรายได้จากรัฐบาลที่รับผิดชอบ 80 เปอร์เซนต์และสโมสร ฟุตบอล จ่ายให้อีก 20 เปอร์เซนต์อันทำให้สโมสรถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างนั้นเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าเดอะค็อปยังสามารถวางใจในบอร์ดบริหารของสโมสรได้

 ฟุตบอล

ไม่มีใครไม่เคยทำผิด สิ่งที่สำคัญคือเมื่อคุณทำผิดแล้วคุณกล้าพอที่จะยอมรับผิดและแก้ไขความผิดพลาดนั้นหรือเปล่า

ในรอบหลายปีที่ผ่านมาลิเวอร์พูลทำถูกมากกว่าผิดโดยเฉพาะการบริหารงานด้วยนโยบายต่างๆ ของกลุ่ม เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (FSG) ของ จอห์น เฮนรี่ และ ทอม เวอร์เนอร์ ที่ส่งผลให้ทีมหงส์แดงพัฒนาขึ้นในทุกมิติ

ทั้งผลงานในสนามและผลประกอบการนอกสนาม ทั้งภาพลักษณ์​ แรงดึงดูด และความน่าสนใจในองค์รวม ทุกอย่างยกระดับขึ้นไปด้วยกันเป็นโครงสร้างใหญ่

มองดูลิเวอร์พูลเวลานี้ก้าวมาไกลกว่าก่อนที่ FSG จะเข้ามาเทกโอเวอร์มาก พวกเขามีสนามที่ใหญ่ขึ้น มีทีมที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มากขึ้น และกำลังจะมีสนามซ้อมแห่งใหม่เป็นศูนย์ฝึกมาตรฐานนักเตะทั้งชุดใหญ่และชุดเยาวชนได้ซ้อมในที่เดียวกัน

แน่นอนแม้กระทั่งนักปราชญ์ยังพลาดพลั้งอย่างที่สุภาษิตเขาบอกไว้ ผมคิดว่าการกลับตัวอย่างรวดเร็วของบอร์ดบริหารลิเวอร์พูลในครั้งนี้คือกุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งในการทำงานของ FSG

มันไม่เพียงช่วยลดแรงเสียดทานไปได้มาก หากยังเป็นการยืนยันแคแร็กเตอร์หรือบุคลิกของกลุ่มคนผู้กุมบังเหียนบริหารสโมสรลิเวอร์พูลฟุตบอลคลับในเวลานี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

พวกเขาไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้เข้ามาเพื่อฉกฉวยผลประโยชน์สูบเลือดสูบเนื้อ ตรงกันข้ามพวกเขาพยายามปรับตัวเพื่อให้ได้อยู่ร่วมกับทุกคนไปนานๆ

เพราะแรงเสียดทานจากภายนอกไม่สำคัญเท่าภายใน

ข้อสงสัยทั้งหลายที่มีจากคนนอกไม่ยุ่งยากเท่าความกังขาที่เกิดขึ้นจากคนใน การแก้ปัญหาจะยุ่งยากกว่ากันอย่างมหาศาล เพราะการจะก้าวเดินไปข้างหน้าได้นั้น ความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในองค์กรสำคัญที่สุด

ถ้าปล่อยให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นกับคนในบ้าน นั่นล่ะปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าการเจออุปสรรคนาๆ ประการจากข้างนอกเสียอีก

ลิเวอร์พูลเปลี่ยนใจในครั้งนี้แม้จะไม่ทำให้ภาพที่เสียไปนั้นกลับคืนมาได้ในทันที แต่มันก็ช่วยบรรเทาเยียวยาได้มาก

การขอโทษคนในองค์กรอย่างจริงใจคือสิ่งที่ควรทำ และน่าประทับใจตรงที่พวกเขาลงมือทำมันโดยไม่รีรอ

เมื่อหัวหน้าครอบครัวเดินผิดแล้วยอมรับผิดกับคนในครอบครัวและขอโอกาสแก้ตัวใหม่เดินใหม่อีกครั้ง มันย่อมดีกว่าดันทุรังหาเหตุผลร้อยแปดมารองรับรอยเท้าที่มุ่งไปผิดทางเป็นไหนๆ

ครอบครัวที่เราสามารถทักท้วงพูดคุยกันได้ รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ไม่มองข้ามเสียงสะท้อนของสมาชิกตัวเล็กๆ ที่อาจเผลอเรอมองข้าม

ครอบครัวอย่างนี้ดีกว่าครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวไม่ฟังใครเลยทั้งยังเต็มไปด้วยอีโก้ คำว่ายอมเสียหน้าไม่เคยมีอยู่ในหัวใช่ไหม

เพราะฉะนั้นด้วยท่าทีของบอร์ดบริหารลิเวอร์พูล แม้ไม่มีอะไรการันตีว่าพวกเขาจะไม่เตะวืดหรือเดินเกมพลาดอีก แต่สิ่งที่น่าจะทำให้เดอะค็อปวางใจได้กลับเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือความไม่กลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองทำผิด

ไม่กลัวเลย ผมไม่เคยเห็นบอร์ดหงส์แดงชุดนี้กลัวการยอมรับผิดเลย

ตอนจะขึ้นค่าตั๋วแล้วโดนด่าเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนแอบคุย เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แล้วโดนด่าเมื่อ 2 ปีก่อน มาถึงตอนนี้ที่จะปลดพนักงานโดยอาศัยเงินเยียวยา 8 ส่วนจากรัฐแล้วโดนด่า

สิ่งที่ผมเห็นคือบอร์ดบริหารของลิเวอร์พูลจะมีแถลงการณ์ของสโมสรอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ด้วยแพ็ทเทิร์นเรียบง่ายคือเกริ่นถึงที่มาของปัญหา กล่าวขอโทษ ยอมรับผิด และสิ่งที่จะแก้ไขดำเนินการต่อ

เต็มใจไหม.. ไม่รู้หรอก แต่พวกเขากล้า

กล้ายอมรับว่าผิดโดยไม่สนใจหัวโขน กล้ายอมรับว่าผิดแล้วแก้ไขใหม่ให้ถูก

พื้นฐานความคิดตรงนี้ต่างหากที่มีความหมายกว่าการตัดสินใจผิดหรือถูกมากนัก

ไม่ดื้อดึง ไม่ดันทุรัง

ไม่มีอีโก้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ FSG ทำพลาด และบอกได้เลยว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่สิ่งที่ยืนยันกับเดอะค็อปและคนวงนอกทุกคนก็คือ ฝ่ายบริหารชุดนี้พร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคม ไม่เคยกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายทันทีถ้ามันเริ่มบ่ายหน้าไปในทิศทางที่ไม่ใช่

คุณสมบัติข้อนี้ต่างหากครับที่มีส่วนขับเคลื่อนให้ลิเวอร์พูลกลับมามีวันนี้ วันที่มีสถานะแชมป์โลก แชมป์ยุโรป และว่าที่แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศในรอบ 30 ปี

อย่างที่ คริสเตียน วอลช์ บรรณาธิการแห่ง liverpool.com เขียนถึงการเปลี่ยนใจไม่ขึ้นราคาตั๋วเมื่อปี 2016 นั้นช่วยทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำงานง่ายขึ้นเพราะไม่มีความแตกแยกเกิดขึ้นในหมู่เดอะค็อป และต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้

มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

FSG ไม่ใช่ฝ่ายบริหารที่วิเศษวิโสมาจากไหน พวกเขาก็เป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาๆ ที่มีวิสัยทัศน์ไม่ธรรมดา

เป็นนักธุรกิจข้ามชาติที่พยายามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหม่ เป็นคนนอกที่ตั้งใจเข้ามาอยู่ร่วมกับคนท้องถิ่น เป็นเจ้าของสโมสรชาวต่างชาติที่ไม่ได้มุ่งรื้อทำลายขนบของคนที่อยู่มาก่อน ไม่เคยวางตัวเองเป็นศูนย์กลางให้ทุกคนหมุนรอบ

พยายามบริหารด้วยความเข้าใจในจารีตของสโมสรและสังคมที่อยู่รอบสโมสร

ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าการทำธุรกิจย่อมแสวงหาผลกำไร ลิเวอร์พูลภายใต้ FSG ก็เป็นอย่างนั้น เพียงแต่ลิเวอร์พูลฟุตบอลคลับในยุค FSG มีภาพของความเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนและภาพของการให้มากกว่าภาพลักษณ์เห็นแก่ตัวดูดกินผลประโยชน์แบบเทียบกันไม่ติด

ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาดหรอกครับ..

กระทั่งซูเปอร์แมนก็ยังเคยล้ม กระทั่งแชมป์โลกตลอดกาลก็ยังเคยแพ้ กวาดตามองทุกสโมสรในโลกคงไม่มีสโมสรไหนตัดสินใจถูกทุกเรื่องกระมัง

ใช่ครับ คงไม่มีสโมสรไหนที่ตัดสินใจถูกทุกเรื่อง แต่ไม่ใช่ทุกสโมสรที่กล้ารับผิด ยอมรับฟังเสียงจากสังคมและพร้อมแก้ไขในทันที

ลิเวอร์พูลโดย FSG ทำให้เราเห็นมากกว่าหนึ่งครั้ง

พวกเขาอยู่ในภาคของฝ่ายบริหารที่ไม่เคยอายที่จะยืดอกรับว่า ผมคิดผิด ผมตัดสินใจผิด เรามาแก้ไขกันใหม่ให้ถูกกันเถอะ

เสียงค่อนขอดเกิดขึ้นแน่นอนอันนั้นเข้าใจได้ ล้มคราวนี้แผลถลอกใหญ่หน่อยเรื่องนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา

ที่สำคัญกว่าคือลิเวอร์พูลฟุตบอลคลับได้ฝ่ายบริหารที่แมนพอ เป็นลูกผู้ชายพอ

เขาบอกว่านักสู้ต้องมีบาดแผล ลูกผู้ชายทำผิดต้องกล้ายอมรับผิด

มีครั้งไหนไหมที่เราเห็น FSG แอบอยู่ใต้กระโปรงเมื่อทำผิด ไม่ยอมรับ ไม่ขอโทษ

ไม่มี

มีครั้งไหนไหมที่เราเห็น FSG แก้ตัวสารพัดสารพัน ชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างเหตุผลของการทำผิดที่เห็นกันชัดๆ

ก็ไม่มีอีกนั่นแหละ

มาดของ จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่ กับ ทอม เวอร์เนอร์ นั้นนิ่มนวลดูบอบบาง ปีเตอร์ มัวร์ ซีอีโอคนลิเวอร์พูลโดยกำเนิดก็มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าเสมอดูเป็นคนประนีประนอม

แต่หัวใจพวกเขานั้นลูกผู้ชายหนักแน่น ลูกผู้ชายแบบหนักๆ เลย

ทำผิด.. ยอมรับผิด แก้ให้ถูก แล้วก้าวต่อ

.. เรามาแก้ไขใหม่ให้ถูกกันเถอะ

สิบปีแล้วนับตั้งแต่ที่ FSG ก้าวเข้ามามีบทบาทในเมอร์ซี่ย์ไซด์..

ย้อนกลับไปมองวันนั้นอีกครั้ง ผมคิดว่าเดอะค็อปทุกคนรู้ดีครับว่าทุกอย่างช่างดีกว่าเดิมขนาดไหน

ได้ทีมที่ดี ได้เกียรติยศที่น่าภาคภูมิ ได้อนาคตที่สดใส ได้ฝ่ายบริหารที่จับต้องได้

เรามาแก้ไขใหม่ให้ถูกกันเถอะ.. เดอะค็อปอาจไม่ทันคิดว่าท่าทีแบบนี้จากฝ่ายบริหารของสโมสรเป็นท่าทีที่แฟนบอลหลายทีมทำได้เพียงแค่ฝันถึง

เว็บ วิธีเล่น holiday palace บอกว่าอยากให้เปลี่ยนมาตรการที่กระทบพวกเขาก็ไม่เคยเห็น สิ่งที่เจอกลับเป็นความดึงดันที่จะทำให้ได้..

อยากได้ยินคำขอโทษสักครั้งก็ยังไม่เคยได้ยิน ทั้งที่เป็นเพียงแค่คำสั้นๆ ง่ายๆ

ไม่จริงใจจริงเราไม่มีวันได้เห็นท่าทีแบบนี้ ท่าทีแบบที่ FSG ทำ

 พวกเขาไม่ได้สมบูรณ์แบบหรอกครับ มีดำเนินการผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา หากการตอบสนองต่อความผิดพลาดนั้นต่างหากที่ทำให้ FSG เป็นเจ้าของสโมสรที่ไม่ธรรมดา..

”ซันดี้ วงษ์เดอรี” กองกลางตัวรุกแห่ง  ทีมบอล  ”กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

ทีมบอล

หากพูดถึงนักเตะดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์สูงทั้งเรื่องของเทคนิคและการจ่ายค่า ชื่อของ ”ซันดี้ วงษ์เดอรี” กองกลางตัวรุกแห่ง  ทีมบอล  ”กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คงจะผุดขึ้นมาเป็นชื่อต้นๆ ของแฟนบอลในปี 2020 อย่างแน่นอน

ซันดี้ วงษ์เดอรี หรือที่หลายคนเรียกว่า ”บังดี้” เนื่องจากเขานับถือศาสนาอิสลาม เปิดตัวในปี 2020 ได้อย่างสวยหรู หลังจากที่เขากระทุ้งประตูแรกของตัวเองให้กับ ทีมบอล ชุดใหญ่ของกิเลนผยองสำเร็จในศึกไทยลีก นัดที่ 3 เกมที่บุกไปถล่มระยอง เอฟซี 3-0 เมื่อวันพุธที่ 26 ก.พ. 63

ทีมบอล

”บังดี้” ซันดี้ วงษ์เดอรี ว่าที่สตาร์ชั้นนำเมืองไทย
แม้ผ่านพ้นไป 4 นัด ลีกลูกหนังเมืองไทยต้องเลื่อนแข่งออกไป เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักหน่วงในประเทศไทย แต่ฟอร์มของ ”บังดี้” ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในแมตช์อุ่นเครื่องของกิเลนผยอง

วันที่ 8 มี.ค. 63 ซันดี้ซัด 1 ลูกในแมตช์ที่เอสซีจี เมืองทอง เปิดบ้านไล่ถล่มอุดรธานี เอฟซี ทีมจากไทยลีก 2 ไปอย่างขาดลอย 6-0 ต่อด้วยวันที่ 15 มี.ค. 63 ซันดี้ก็ตะบันอีก 1 เม็ด เกมเปิดรังอัดเกษตรศาสตร์ เอฟซี ทีมจากลีกพระรองเช่นกัน ด้วยสกอร์ 3-0

”บังดี้” ซันดี้ วงษ์เดอรี ว่าที่สตาร์ชั้นนำเมืองไทย
ถือเป็นก้าวแรกบนเวทีลีกสูงสุดของซันดี้ในถิ่นเอสซีจี สเตเดี้ยม ทีมที่ฟูมฟักเขาขึ้นมาตั้งแต่เป็นแข้งวันเดอร์คิดจากอะคาเดมี่กิเลนผยองโดยตรงตั้งแต่อายุ 12 ปี ซึ่งมีผู้ดูแลนั่นคือ ”โค้ชอั๋น” สุรพงษ์ คงเทพ กุนซือใหญ่ของสุโขทัย เอฟซี ในปัจจุบัน ที่ตอนนั้นยังเป็นโค้ชทีมระดับเยาวชนของกิเลนผยองในช่วงปี 2013-2015

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต ซันดี้ถือเป็นแข้งตัวหลักของทีมเยาวชนกิเลนผยองรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ที่เคยลงเล่นในศึกยูธ ลีก และยังมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์โค้กคัพ โซนกรุงเทพมหานคร รวมถึงยังมีประสบการณ์ลงเล่นในไทยลีก 3 มาแล้วกับอุดรธานี เอฟซี จนช่วยให้ทัพ ”ยักษ์แสด” เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยลีก 2 ฤดูกาล 2018 ได้สำเร็จ

”บังดี้” ซันดี้ วงษ์เดอรี ว่าที่สตาร์ชั้นนำเมืองไทย
นอกจากนี้ ซันดี้ยังอยู่ในทีมปัญญาชนจากไทย (ม.กรุงเทพธนบุรี) ชุดคว้าแชมป์มหาวิทยาลัยเอเชีย ปี 2018 จนได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่เนเปิลส์ ประเทศอิตาลีปี 2019 อีกด้วย

กระทั่งฤดูกาล 2019 ซันดี้จะกลับมาลงเล่นให้กับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ต้นสังกัดของตัวเอง และสามารถพิสูจน์ตัวเองกับทีมชุด บี จนบอร์ดบริหารและทีมงานสตาฟฟ์โค้ช รวมไปถึงเฮดโค้ชใหญ่อย่าง ”อเล็กซานเดอร์ กามา” ที่ได้ตัดสินใจมอบโอกาสให้ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่เต็มตัวในซีซั่น 2020

”บังดี้” ซันดี้ วงษ์เดอรี ว่าที่สตาร์ชั้นนำเมืองไทย
แน่นอนสไตล์การเล่นของหนุ่มน้อยพรสวรรค์วัย 21 ปี ต้องบอกเลยว่าจัดจ้านครบเครื่องทั้ง เทคนิค, ทักษะ, ความคล่องตัว และการจ่ายบอลที่เฉียบขาดหวังผลได้ จนมีคนเปรียบเปรยว่า เขานี่แหละคือว่าที่ ”คูตินโญ่เมืองไทย”

เว็บ ทางเข้าฮอลิเดย์ มือถือ บอกว่าศึกไทยลีก 2020 พึ่งออกสตาร์ตได้เพียง 4 นัดเท่านั้น ยังมีอีกหลายแมตช์ที่ซันดี้จะได้ลงไปพิสูจน์ตัวเองวาดลวดลายในสนามให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแฟนบอลกิเลนผยอง และแฟนบอลทั่วดินแดนขวานทองไทย

”บังดี้” ซันดี้ วงษ์เดอรี ว่าที่สตาร์ชั้นนำเมืองไทย
เชื่อเหลือเกินว่าอนาคตของซันดี้ในวงการลูกหนังไทยคงสดใสวิบวับเป็นแน่ หากเจ้าตัวมุ่งมั่น ทะเยอทะยานฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองต่อไป ธงไตรรงค์บนหน้าอกข้างซ้ายคงอยู่ไม่ไกลเกินฝันของเขาอย่างแน่นอน

”ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป” ”ความเชื่อ !!

ตัดสินถูกหรือไม่?เหล่ากูรูว่ายังไงดราม่าท้ายเกมวีเออาร์เซฟ ทีมบอล แมนฯ ยูไนเต็ด

ทีมบอล

รอย คีน อดีตยอดมิดฟิลด์ทีม ทีมบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ชี้ ทีมงานกรรมการทำถูกแล้วที่กลับคำตัดสินจนทำให้ “ปีศาจแดง” ไม่เสียประตู ในเกมที่เจ๊ากับ เอฟเวอร์ตัน โดยที่ แกรม ซูเนสส์ กับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ 2 อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล ก็มองแบบเดียวกัน แต่ แอนดี้ เกรย์ อดีตดาวเตะ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” มองตรงกันข้าม

รอย คีน ตำนานกองกลางของ ทีมบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็นกูรูให้ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชื่อดังของประเทศอังกฤษ กล่าวว่าทีมงานกรรมการตัดสินถูกต้องแล้วที่ไม่ให้ เอฟเวอร์ตัน ได้ประตู ในช่วงท้ายของเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เปิดรัง กูดิสัน พาร์ค เสมอกับ “ปีศาจแดง” 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา

ทีมบอล

ในช่วงท้ายเกมของนัดดังกล่าว โดมินิค คัลเวิร์ท-เลวิน ดาวเตะ เอฟเวอร์ตัน ส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้ จากการที่ลูกยิงของเขาไปแฉลบ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลังของทีมเยือน ซึ่งตอนแรกกรรมการ คริส คาวานาห์ ตัดสินให้มันเป็นประตู

อย่างไรก็ตาม ทีมงาน วีเออาร์ มองว่าที่จริงแล้วมันควรจะเป็นลูกล้ำหน้า จากการที่ตอนนั้น กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน นั่งอยู่หน้า ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตู แมนฯ ยูไนเต็ด โดยที่ไม่มีกองหลังคนไหนของอาคันตุกะอยู่ในจุดที่ต่ำกว่าเขา จนทำให้ดาวเตะชาวไอซ์แลนด์มีส่วนกับเกมการเล่นจังหวะนี้ และสุดท้ายมันก็มีการเปลี่ยนคำตัดสิน

คีน เผยว่า “ที่จริงผมไม่คิดว่าเขา (เด เคอา) จะเซฟได้อยู่แล้วน่ะนะ แต่กรรมการก็ตัดสินได้ถูกต้องแล้ว บางครั้งจังหวะปัญหาแบบนี้มันเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมจนทำให้ประตูที่เกิดขึ้นจะเป็นประตูชัย ซึ่งมันก็ทำให้หลายคนมองเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์มากกว่าด้วยหลักเหตุผลตามปกติ แต่จังหวะนี้ไม่ควรเป็นประตู”

“ถ้าเป็นผมน่ะ ผมจะหงุดหงิดที่ ซิกูร์ดส์สัน ไม่ขยับให้พ้นจากวิถีบอลมากกว่า เขานั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น บอกผมทีเถอะว่าเขารออะไรอยู่ ? สิ่งที่คุณต้องทำคือพยายามออกจากจุดนั้นให้ได้ มันเป็นเรื่องพื้นๆ แท้ๆ ผมเข้าใจดีว่าทำไม เอฟเวอร์ตัน ถึงผิดหวังกันมากๆ แต่มันเป็นการตัดสินที่ถูกต้องแล้ว”

ขณะที่ แกรม ซูเนสส์ ตำนานดาวเตะ ลิเวอร์พูล ที่เป็นกูรูให้ สกายสปอร์ตส์ อีกราย ก็มีความเห็นแบบเดียวกัน “เขา (ซิกูร์ดส์สัน) อยู่ในทิศทางของลูกยิง จริงอยู่ว่าบอลมันแฉลบ แต่เขาก็อยู่ในทิศทางของมัน กฎมันให้ความสำคัญเรื่องทิศทางของลูกยิง

ถ้าเกิดผมเป็นผู้รักษาประตู และมีใครอยู่ตรงนั้นแม้ว่าจะนั่งอยู่บนพื้น มันก็ถือว่าเขาอยู่ในทิศทางของลูกยิง ต่อให้ตอนนั้นสายตาของผมจะไม่ได้จับจ้องที่คนนั้นๆ (หมายถึงในกรณีที่ ซูเนสส์ เป็นผู้รักษาประตู) แต่มันก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขามีส่วนกับลูกยิง”

“ตอนแรกอีกฝ่ายตั้งใจยิงเข้ามาตรงกลางประตู ตอนที่บอลออกจากเท้าน่ะเขามองข้ามหัว ซิกูร์ดส์สัน ไปแล้ว อีกฝ่ายอยู่ในทิศทางการยิงอย่างแน่นอน การที่บอลมันแฉลบมันทำให้ทุกคนสับสนก็จริง แต่สำหรับผมแล้วเขาบังสายตาของผู้รักษาประตูอย่างชัดเจน”

ด้าน เจมี่ คาร์ราเกอร์ อีกหนึ่งอดีตนักเตะ ลิเวอร์พูล ที่มาเป็นนักวิเคราะห์ให้ สกายสปอร์ตส์ ก็คิดว่ากรรมการตัดสินถูกต้องเช่นกัน “บอลมันไม่ได้โดนตัว ซิกูร์ดส์สัน และไม่ได้แฉลบตัวเขาเลยก็จริง แต่ประเด็นคือมันถือว่าเขาขวางผู้รักษาประตูอยู่รึเปล่า ? เขาอยู่หน้าผู้รักษาประตูพอดี ดังนั้นมันก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีการตัดสินออกมาแบบนั้น”

อย่างไรก็ตามเว็บ ทางเข้าฮอลิเดย์ มือถือ บอกว่า แอนดี้ เกรย์ อดีตแข้ง เอฟเวอร์ตัน ที่เป็นกูรูให้ บีอิน สปอร์ตส์ สื่อกีฬาอีกเจ้า บอกว่าลูกนี้ควรจะเป็นประตู เพราะ ซิกูร์ดส์สัน ไม่ได้ถือว่าขัดขวางการเล่นของ เด เคอา เลย “การที่คุณอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้ามันไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็นจังหวะล้ำหน้าไปซะทุกครั้ง

เขาขยับเท้าออกจากทิศทางการไหลของลูกบอลแล้ว ตอนแรก เด เคอา ขยับจะไปเซฟแล้วในตอนที่บอลไปแฉลบ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เพื่อนร่วมทีมของเขาเอง ตอนนั้น กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน ไม่ได้ทำอะไรที่จะส่งผลกับความสามารถในการเซฟของผู้รักษาประตูเลย”

ทีม ฟุตบอล เดอะค็อป ก็ยังไม่มี คนไหนคิดไปไกลขนาด เดยัน ลอฟเรน กระชุ่น

ฟุตบอล

ในตอนนี้ทางทีม ฟุตบอล เดอะค็อป ก็ยังไม่มี คนไหนคิดไปไกลขนาดที่ เดยัน ลอฟเรน กระชุ่นหรอกนะครับปราการหลังโครแอตกระตุ้นเพื่อนๆ ให้หยิบเอาความสำเร็จของบาร์เซโลน่าในยุค เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาเป็นตัวตั้ง แล้วถามตัวเองว่าเราจะไปถึงระดับนั้นได้ไหม

ระดับนั้นที่ว่าไม่เพียงแค่การเป็นแชมป์ ฟุตบอล ลีกหรือจำนวนโทรฟี่เท่านั้น หากยังหมายความถึงบารมีที่แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง เป็นเบอร์หนึ่งของวงการชนิดที่ปราศจากข้อกังขาถ้าเรายังไม่ลืมความรู้สึกง่ายจนเกินไปนัก บาร์เซโลน่า 2008/09 ถึง 2011/12 ที่อยู่ในมือของกวาร์ดิโอล่าคือสุดยอดของสุดยอด.. ของสุดยอด

ฟุตบอล

เป็นทีมไร้เทียมทาน เก่งแบบบ้าบอจนผู้คนพากันประชดว่าพวกเขาคงมาจากนอกโลกล่ะมั้ง

ไม่ใช่ว่าบาร์ซ่าชุดนั้นจะแพ้ไม่เป็นเลย พวกเขามีแพ้ทีมอย่าง นูมานเซีย มายอร์ก้า โอซาซูน่า เอร์กูเลส เคตาเฟ่ หรือ รูบิน คาซาน เคยตกรอบโกปา เดล เรย์ เคยตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เคยถูกกระชากแชมป์ลา ลีกาไปจากมือ

แต่ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของพวกเขา สิ่งที่บาร์ซ่ายุคนั้นรังสรรค์ออกมาในสนามคือคุณค่าระดับเพชรยอดมงกุฏ มันเป็นฟุตบอลที่สวยงาม ไหลลื่น เด็ดขาด ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ

เป็นฟุตบอลในฝัน เพริศแพร้ว แตะจุดสุดยอดของจินตนาการด้วยนักเตะอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ชาบี เอร์นานเดซ อันเดรส อิเนียสต้า การ์เลส ปูโยล เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เคราร์ด ปิเก้ เปโดร โรดริเกซ ฯลฯ

ผมยังไม่เคยลืมความรู้สึกที่มีต่อบาร์เซโลน่ายุคนั้น ถ้าเปรียบเป็นมวยพวกเขาก็คือแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทของทุกสถาบัน

ความปราชัยหรือการตกรอบที่เกิดขึ้นรายทางกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่ทีมเลือดหมูน้ำเงินยุคเป๊ปสร้างให้กับวงการ บาร์ซ่าในเวลานั้นเปรียบเสมือนหมุดหมายของเกมฟุตบอลยุครอยต่อทศวรรษ

ผมคิดว่าหลายคนก็คงยังไม่ลืมความมหัศจรรย์ของทีมอาซุลกราน่ายุคนั้น

4 ฤดูกาลของเป๊ป บาร์ซ่ากวาดแชมป์ 14 รายการ แบ่งเป็น สโมสรโลก 2 แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ลา ลีกา 3 โกปา เดล เรย์ 2 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2 และซูเปร์โกปาอีก 3

ค่าเฉลี่ยคือ 7 แชมป์ใน 2 ฤดูกาล.. 3.5 แชมป์ใน 1 ฤดูกาล

เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือใน 4 ฤดูกาลที่ว่า พวกเขาเป็นแชมป์ 3-4-3-4 รายการ

ลิเวอร์พูลผ่านปีแรกไปแล้ว ปี 2019 หงส์แดงกวาด 3 รายการใหญ่ แชมเปี้ยนส์ ลีก ซูเปอร์คัพ และสโมสรโลก แต่พวกเขาต้องได้ 4 แชมป์ในปีนี้ 3 แชมป์ในปีหน้า และอีก 4 แชมป์ในปีถัดไป

ยังไกลเกินไปที่จะคิดถึงมันใช่ไหมครับ.. ผมก็คิดอย่างนั้น เวลานี้จิตใจเดอะค็อปจดจ่ออยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละคือ 30 ปีที่รอคอยจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

เรื่องอื่นๆ พักไว้ก่อน ยังไม่มีเวลาจะมาตื่นเต้นด้วย

หากอันที่จริงคำพูดของลอฟเรนนั้นแฝงความท้าทายที่ชวนให้ฮึกเหิมไปด้วยกัน ให้ทุกคนมีเป้าหมายสูงส่งและเกิดความมุมานะที่จะลองปีนขึ้นไปทักทายเป้าหมายนั้น

ไม่ได้รู้สึกว่าน่าหมั่นไส้หรือคุยโว แต่เป็นการท้าทายตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ไหม

ทำได้อย่างบาร์เซโลน่าในยุคเป๊ปไหม?

โจทย์ข้อนี้ยากเหลือเกินครับ เพราะมันหมายถึงการเป็นแชมป์ของแชมป์ เป็นตัวแทนของความเพอร์เฟกต์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มใจจากคู่ต่อสู้และแฟนบอลทั่วโลก

ลิเวอร์พูลไม่ได้มีนักเตะมหัศจรรย์อย่างเมสซี่ ไม่ได้มีคนคุมจังหวะที่เป๊ะทุกอณูอย่างชาบี ไม่ได้มีวาทยากรอัจฉริยะอย่างอิเนียสต้า.. แต่ลิเวอร์พูลมีเครื่องจักรสีแดงของเจอร์เก้น คล็อปป์

เครื่องจักรสีแดงที่ทำงานไม่หยุด วิ่งไม่หยุด ลุยไม่หยุด ไม่เคยท้อ ไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยละทิ้งความหวัง

เครื่องจักรสีแดงที่มีคุณสมบัติแตกต่างมากมายหลายข้อแต่กลับมาผสมรวมกันได้อย่างกลมกล่อม มีผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก (สำหรับเดอะค็อป) มีกองหลังที่ดีที่สุดในโลก (สำหรับเดอะค็อป) มี 3 กองกลางที่ถึงใจที่สุดในโลก (สำหรับเดอะค็อป) มี 3 ตัวรุกที่อันตรายที่สุดในโลก (สำหรับเดอะค็อป)

และมีผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลกสำหรับพวกเขา เอาใครมาแลกก็ไม่ยอม

ผมไม่คิดว่าเดอะค็อปจะหวังอะไรไปไกลถึงจุดที่ เดยัน ลอฟเรน ท้าทายหรอกครับ เวลานี้พวกเขามีความสุขล้นเหลืออยู่แล้ว

แต่ผมอยากจะบอกว่า ลิเวอร์พูลเวลานี้เดินขึ้นมาอยู่ในจุดที่เมื่อหันหลังมองกลับไปก็ไม่เห็นตีนเขาแล้วนะครับ

ลิเวอร์พูลตอนนี้สลัดภาพเก่าๆ ทิ้งไปแล้ว สลัดภาพทีมที่น่าสงสารและน่าเห็นใจทิ้งไปหมดแล้ว ไม่ใช่ลิเวอร์พูลที่พร้อมจะถูกดูดนักเตะหัวใจของทีมให้ใครอื่นอีกแล้ว ไม่ใช่ลิเวอร์พูลที่ต้องเดินถอยหลังกลับมาตั้งหลักใหม่ทุกทีอีกแล้ว

ไม่ใช่แล้วลิเวอร์พูลที่เดินไปถึง 10 แล้วต้องเสียชาบี อลอนโซ่ ต้องกลับมานับ 6 นับ 7

ไม่ใช่แล้วลิเวอร์พูลที่ก้าวไปถึง 10 ก็เสียเฟร์นานโด ตอร์เรส ต้องกลับมานับ 5 นับ 6

ไม่ใช่อีกแล้วลิเวอร์พูลที่ไต่ไปถึง 10 อีกครั้งแล้วมาเสีย หลุยส์ ซัวเรซ จนต้องกลับไปนับ 3 นับ 4

ไม่มีอีกแล้วลิเวอร์พูลที่ชอกช้ำอยู่ร่ำไป เสียดวงใจให้คนอื่นทุกที

ถ้าจะมีจุดที่ลิเวอร์พูลก้าวไปถึงบาร์เซโลน่าในยุคนั้นก็คงเป็นหลักที่มั่นคง ด้วยนักเตะสำคัญของทีมไม่กระเด็นหลุดไปเลยแม้แต่คนเดียว

เป็นลิเวอร์พูลที่พร้อมจะดึงดูด ไม่ใช่ลิเวอร์พูลที่พร้อมจะโดนดูด

บาร์เซโลน่าของเป๊ปต่อยอดได้ด้วยการยืนระยะของนักเตะกลุ่มนั้น ชาบี-เมสซี่-อิเนียสต้า-ปูโยล-เปโดร-บุสเก็ตส์-ปิเก้ ไม่มีใครกระชากดวงใจของพวกเขาไปจากคัมป์ นูโดยที่พวกเขาไม่เต็มใจได้

ลิเวอร์พูลของคล็อปป์ก็กำลังอยู่ในสถานะนั้น ต่อยอดได้ด้วยการยืนระยะของนักเตะกลุ่มนี้

เว็บ viva9988 mobile บอกกับ ซาลาห์-มาเน่-ฟีร์มีโน่-ฟานไดค์-เฮนโด้-อลีสซง-เทรนท์-ร็อบโบ้ พร้อมฝากอนาคตไว้ด้วยกันที่แอนฟิลด์

ไม่เสียใครไปโดยไม่เต็มใจอีกแล้ว เครื่องจักรสีแดงพร้อมเดินเครื่องต่อจาก 10 ไป 11 12 13 14..

 แน่นอนครับมันเพิ่งเริ่มต้น แต่เริ่มจาก 10 ก็ดีกว่ากลับไปเริ่มจาก 5 หรือ 6 เป็นไหนๆ มันเป็นการต่อยอดที่ดี และมันก็ดีจริงๆ เลย..

ทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล ต้องไปดวลกับ ชรูว์สบิวรี่ ในนัดรีเพลย์ของ เอฟเอ คัพ รอบ 4

ฟุตบอล

หลังจากที่ทีม ฟุตบอล  ลิเวอร์พูล ต้องไปดวลกับ ชรูว์สบิวรี่ ในนัดรีเพลย์ของ เอฟเอ คัพ รอบ 4 แล้วนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ “หงส์แดง” ก็ประกาศทันทีว่าจะมีแค่แข้งวัยรุ่นที่ลงเล่นเกมนั้น เพราะโปรแกรมดังกล่าวมันเตะกันวันที่ 4 ก.พ. ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงพักที่ พรีเมียร์ลีก กำหนดเอาไว้ให้ “หงส์แดง” พร้อมลั่น นักเตะทุกคนของทีมชุดใหญ่ในอังกฤษจำเป็นต้องมีช่วงที่ได้พักบ้าง

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ฟุตบอล  ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 4 นัดแข่งใหม่ ที่ทีมของตนต้องเปิดรัง แอนฟิลด์ เจอกับ ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ ทีมจาก ลีก วัน ในวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์นี้นั้น ลิเวอร์พูล จะส่งเฉพาะนักเตะเยาวชนลงเล่น เพราะช่วงดังกล่าวคาบเกี่ยวกับโปรแกรมพักเบรกหนีหนาวของ “หงส์แดง” พอดี

ฟุตบอล

ฤดูกาล 2019-20 ถือเป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ลีก มีช่วงพักเบรกหนีหนาว แต่รูปแบบมันไม่เหมือนกับลีกอื่นๆ ที่ให้ทุกทีมได้พักพร้อมกัน โดยของลีกสูงสุดเมืองผู้ดีจะแบ่งให้ 12 ทีมได้พักจากการลงเล่นเกมลีกในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ ส่วนอีก 8 ทีมจะได้สิทธิ์ไม่ต้องลงเล่นเกมลีกในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งของ ลิเวอร์พูล ไปตรงกับสุดสัปดาห์ของวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม จากการที่ทีมของ คล็อปป์ ทำได้เพียงออกไปเสมอกับ ชรูว์สบิวรี่ 2-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้คู่นี้ต้องหาผู้ชนะด้วยการไปเตะนัดรีเพลย์ ซึ่งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ก็วางคิวเอาไว้ว่าโปรแกรมนัดรีเพลย์ทุกนัดจะเตะกันในระหว่างสัปดาห์ของวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ และมันก็ไปคาบเกี่ยวกับช่วงพักของ ลิเวอร์พูล พอดี โดยเป็นไปได้ว่า เอฟเอ จัดโปรแกรมโดยที่ไม่ได้ปรึกษากับ พรีเมียร์ลีก ก่อน

กุนซือชาวเยอรมันเผยว่า “ผมคิดว่าตอนเดือนเมษายนของปี 2019 เราได้รับจดหมายจาก พรีเมียร์ลีก ที่ขอให้เราให้ความเคารพต่อช่วงการพักเบรกหนีหนาว ด้วยการไม่จัดเกมอุ่นเครื่องกับทีมต่างชาติ หรือไม่จัดเกมการแข่งขันแบบจริงจังใดๆ ทั้งนั้น และเราก็ให้ความเคารพต่อเรื่องนั้น เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อนผมบอกกับลูกทีมไปว่า -เราจะได้พักช่วงหน้ากันนะ-”

“มันหมายความว่าเรา (คล็อปป์ หมายถึงตัวเขาเองและนักเตะในทีมชุดใหญ่) จะไม่ได้มีส่วนร่วมในวันนั้น มันจะเป็นพวกเด็กๆ ที่ได้เล่นเกมนั้น คุณจะทำกับเราให้ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจถึงเรื่องนั้นเลยไม่ได้ ผมรู้ดีว่ามัน (การใช้นักเตะเยาวชนลงเล่นเกม เอฟเอ คัพ นัดแข่งใหม่)

ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ แต่ผมมองแบบนั้น พรีเมียร์ลีก ขอให้เราเคารพช่วงเบรกหนีหนาว และเราก็จะทำตามนั้น ถ้าเกิด เอฟเอ ไม่เคารพต่อเรื่องนั้นแล้วล่ะก็ เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ เราจะไม่ได้อยู่ที่สนามในเกมนั้น”

คล็อปป์ ยืนกรานว่านักฟุตบอลระดับทีมชุดใหญ่ในประเทศอังกฤษสมควรที่จะต้องได้พักหลังจากกรำศึกมาอย่างต่อเนื่อง โดยพอโดนถามว่าพวกเขาควรจะต้องได้พักหรือไม่นั้น เจ้าตัวก็ตอบว่า

“มีแค่ประเทศนี้เท่านั้นแหละที่ถามคำถามพรรค์นี้ มันเป็นช่วงพักเบรกหนีหนาวนะ คุณคิดว่ายังไงกันล่ะ ? จะให้ผมเอาจดหมาย (จาก พรีเมียร์ลีก เมื่อปีก่อน) มาให้คุณดูเป็นหลักฐานก็ยังได้”

“เราต้องเคารพสวัสดิภาพของนักเตะ และพวกเขาต้องได้พัก ไม่ว่าจะทั้งด้านจิตใจและร่างกาย นั่นคือความสำคัญของการพักเบรกหนีหนาว แต่อีกรายการหนึ่ง

(เอฟเอ คัพ) มาบอกเราว่าการพักมันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากถึงขนาดนั้น ดังนั้นเราเลยต้องทำการตัดสินใจแบบนี้ เพราะเด็กๆ ของผมเองก็มีครอบครัวของพวกเขาๅ”

เว็บ holiday palace มือถือ บอกว่า “ที่ผ่านมานักเตะที่ต้องไปเล่นทีมชาติด้วยน่ะไม่เคยได้พักเลย ดังนั้นสัปดาห์นั้นจึงเป็นสัปดาห์ที่พวกเขาควรจะได้พัก และผมก็บอกไปตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้วว่ามันเป็นการพักเบรกหนีหนาว ผมพูดไปตั้งแต่ก่อนหน้าที่ผมจะรู้ว่ามันจะมี โปรแกรม เอฟเอ คัพ เข้ามาคั่นกลางด้วยซ้ำ ดังนั้นเราก็ต้องเคารพมัน”

เจอร์เก้น คล็อปป์ คงจะต้อง “โรเตชั่น” ผู้เล่นในบางตำแหน่ง ของ ทีมบอล ลิเวอร์พูลแน่ๆ

ทีมบอล

ย้อนกลับไปในศึก ทีมบอล เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ขบวนล่าสุดที่ แอนฟิลด์ เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาอีกครั้งก่อนเกมคอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีอาการทางจิตเล็กน้อยอย่างกระผมก็คิดเอาไว้แล้วล่ะว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ คงจะต้อง “โรเตชั่น” ผู้เล่นในบางตำแหน่งตามระเบียบแน่ๆ ด้วยพี่แกทำแบบนี้มา 2 ฤดูกาลติดต่อกันแล้วกับ เอฟเอ คัพ รอบ 3 เพื่อนักเตะสำคัญๆ ประเภทตัวหลักที่ลงสับตีนอย่างต่อเนื่องและซอยยิกจะได้พักน่องบ้างพลางเปิดโอกาสให้ตัวสำรองและดาวรุ่งไปในตัว

กระทั่งเห็นรายชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริงของ ทีมบอล  ลิเวอร์พูล แล้วก็ต้องอุทานตกใจเหมือนประจันหน้ากับสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งแบบไม่ได้ตั้งตัว คือไม่คิดว่าคุณพี่เจเคแกจะบ้าดีเดือดถึงขนาดเปลี่ยนเกือบทั้งทีมแบบนี้เข้าใจครับว่า เอฟเอ คัพ และนาทีนี้ไม่มีความหมายต่อ ลิเวอร์พูล เท่ากับพรีเมียร์ลีกแต่นี่มันศึกแห่งศักดิ์ศรีนะโว้ยยยย !!!ว่าแล้วไปดูรายชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริงที่กุนซือชาวเยอรมันจัดไปต้อนรับเพื่อนบ้านผู้น่ารักอย่าง เอฟเวอร์ตัน กันอีกสักครั้ง

ทีมบอล

ผู้รักษาประตูใช้ตัวสำรองอย่าง อาเดรียน แผงหลังเหลือตัวจริงแค่ โจ โกเมซ กับ เจมส์ มิลเลอร์ นอกนั้นเปลี่ยนยกชุดนาธาเนี่ยล ฟิลลิปส์ อายุ 22 เพิ่งลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เป็นนัดแรกในชีวิต

เนโก วิลเลี่ยมส์ อายุแค่ 18 ขวบ ก้าวขึ้นมาจากทีมชุด ยู-23 ของหงส์แดง

ผ่านไปแค่ 9 นาที เจมส์ มิลเนอร์ มีอันบาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนออกแล้วถูกแทนที่โดย ยาสเซอร์ ลารูซี่ ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส อายุแค่ 19 เท่านั้นเองแดนกลางมีแค่ อดัม ลัลลาน่า คนเดียวที่เป็นตัวสำรองของทีมชุดใหญ่ นอกนั้นประกอบด้วย

เคอร์ติส โจนส์ คนซัลโวประตูชัย อายุแค่ 18 ขวบฮาวี่ย์ เอลเลียต อายุเพิ่งจะ 16 เท่านั้นเอง – ตอนอายุเท่านี้ ผมยังทอยตุ๊กตุ่นอยู่เลยเปโดร ชิรีเบย่า ดาวรุ่งสายพันธุ์กระทิงดุ อายุ 22

ส่วนในแดนหน้า ทาคูมิ มินามิโนะ ดาวเตะทีมชาติญี่ปุ่นถือโอกาสเปิดตัวเป็นเกมแรก ขณะที่ดาวเตะระดับเทพอย่าง ดิว็อค โอริกี้ ก็เป็นตัวสำรองของทีมชุดใหญ่ ก่อนจะส่งกองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง เรียน บริวส์เตอร์ วัย 19 ลงมาในภายหลัง

ผู้เล่นหงส์แดงที่ลงสนามในเกมล่าสุดมีอยู่ถึง 6 คนที่อายุต่ำกว่า 23 ขวบ โดยมี เปโดร ชิรีเบย่า กับ ฮาวี่ย์ เอลเลียต เพียง 2 คนที่อยู่ในเหตุฆาตกรรมหมู่เลื่อยไฟฟ้าที่ วิลล่า พาร์ค ในศึก คาราบาว คัพ

สำหรับเหตุผลที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดตัวแบบนี้

1. ชัดเจนว่าไม่ให้ความสำคัญกับ เอฟเอ คัพ มากนัก โดยต้องการส่งดาวรุ่งลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ซะมากกว่า

2. มั่นใจในศักยภาพของลูกทีมชุดนี้ เช่นเดียวกับมั่นใจในระบบการเล่นของตัวเองว่าเพียงพอที่จะห้ำหั่นกับทีมชุดใหญ่ของ เอฟเวอร์ตัน ได้อย่างถึงใจพระเดชพระคุณ

เมื่อเอาเหตุผลทั้ง 2 ข้อมาเล่นฟัคกลิ้งเลิฟกันอย่างเมามันก็พอจะสรุปได้ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการพักตัวผู้เล่นสำคัญๆ ยกตัวอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่า ไม่ให้กรำศึกหนักมากเกินไป เพื่อห่างไกลอาการบาดเจ็บ และอ่อนล้าพลางมั่นใจในระบบการเล่นของตัวเอง โดยที่ไม่ซีเรียสกับผลการแข่งขันมากนัก

ประมาณว่าเข้ารอบต่อไปก็ถือเป็นโบนัส หากโดนเขี่ยตกรอบก็ไม่มีอะไรต้องตำหนิอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม

ขอสารภาพตามตรงว่าผมรู้สึกแปลกใจมิใช่น้อยที่ ลิเวอร์พูล ทำเป็นหมางเมิน เอฟเอ คัพ ด้วยการส่งทีมสำรองลงไป แถมยังเป็นศึกใหญ่ระดับ “เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้” ซะด้วย

ในเมื่อสถานการณ์ในพรีเมียร์ลีกของพวกเขาก็ค่อนข้างลอยตัว

ส์แดงไม่จำเป็นต้องพะวักพะวงกับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งจะว่าไปพวกเขาได้รับอนุญาตให้พลาดแบบน่าเกลียดได้ถึง 3-4 นัดเลยด้วยซ้ำ

ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกจึงแทบไม่ต่างจาก “ของตาย” ขณะที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เอาตรงๆ นะครับ คือทั้งฟอร์มการเล่น และศักยภาพทีมของ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้เป็นรองพวกพญายักษ์ทั้งหลายในทวีปยุโรปอย่าง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด หรือ บาเยิร์น มิวนิค รวมถึง แมนฯ ซิตี้ ที่พวกเขาเคยกำราบมาแล้ว – โอกาสป้องกันแชมป์จึงมีค่อนข้างสูง

 

สำรวจจากความคิดเห็นของพวกเขาในโลกโซเชี่ยล ส่วนใหญ่ยอมให้ทีมตกรอบ เอฟเอ คัพ ดีกว่าต้องไปแข่งใหม่ให้มันสิ้นเปลืองพลังงาน

ประหนึ่ง ลิเวอร์พูล ยักไหล่ไม่แยแสความยิ่งใหญ่ระดับ “ทริปเปิ้ลแชมป์” เหมือนกับที่คู่แค้นตลอดชาติของตัวเองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เคยทำสำเร็จ เมื่อ 1999 หากการเน้นหนักไปที่รายการอื่นแล้วมันอาจส่งผลเกระทบต่อการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของพวกเขา

 

ทีมลูกอมเพิ่งเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่เป็น คาร์โล อันเชล็อตติ โดยเปิดตัวด้วยชัยชนะเหนือ เบิร์นลี่ย์ 1-0 ตามมาด้วยการบุกอัด นิวคาสเซิ่ล ถึงถิ่น ด้วยสกอร์ 2-1

ส่วนเกมที่แพ้ แมนฯ ซิตี้ 2-1 ในวันแรกของปีใหม่ก็ถือว่าแพ้ตามเชิง และแพ้ด้วยคุณภาพของผู้เล่นที่แตกต่างกันอยู่แล้ว

ที่แน่ๆ คือผลงานของ เอฟเวอร์ตัน กระเตื้องขึ้นแบบผิดหูผิดตานับตั้งแต่ตะเพิด มาร์โก ซิลวา ออกจากตำแหน่ง

ถ้าผมเป็น “พี่แจ้” ก็คงเขินๆ อยู่เหมือนกันที่อริร่วมละแวกดันจัดทีมชุดเล็กมาให้เชือด…เชือดนิ่มๆ ซะอย่างนั้น ขณะเดียวกันมันก็เสี่ยงต่ออาการ “เสียน้องหมา” มิใช่น้อย เพราะหากชนะอย่างถล่มทลายก็จะกลายเป็นการรังแกเด็กเสียเปล่าๆ หากไม่มีปัญญาเอาชนะ หรือทะลึ่งแพ้แบบถูกเด็กตบนี่บอกได้คำเดียวครับว่า…เละ!

เอฟเวอร์ตัน ไม่เคยเอาชนะ ลิเวอร์พูล มานานติดต่อกัน 20 เกมในทุกรายการแล้วนะครับ แถมไม่เคยบุกไปปักธงชัยที่ แอนฟิลด์ นับตั้งแต่ปี 1999เรียกว่าตกเป็นเบี้ยล่างอย่างสมบูรณ์แบบฉะนั้น & ฉะนี้ มันจึงเป็นโอกาสอันดีงามที่สุดแล้วนะครับที่พวกทอฟฟี่สีน้ำเงินจะเอาคืนแบบทบต้นทบดอก

เจอเด็กกระดูกอ่อนๆ รสหวานรับประทานง่ายแบบนี้ต้องเอาให้หนักแบบต้องร้องขอชีวิตครับ มันต้องอัดหนักๆ เอาให้แหยงไปเลยแล้วบรรจงบดขยี้แบบไม่ให้ไปเกิดใหม่ในชาติหน้า

ขอโทษ…มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ พวกมึงอยากส่งเด็กลงเองนี่หว่า 5555

 

พวกเขาสำแดงออกถึงความหื่นกระหายเหมือนถูกฉีดกระทิงแดงเข้าไปในเส้นเลือดแล้วเคี้ยวพริกขี้หนูอีก 280 เม็ด ก่อนลงสนามจนผายลมออกมาเป็นเปลวไฟ

เว็บ aqua2277  บอกว่าเมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถทำให้ลูกทีมทั้งชุดใหญ่และชุดเล็กลงเล่นได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงปลูกฝังปรัชญาการเล่นแบบ “โลหะมรณะภาพ” ลงไปให้พวกเขาจนเข้าใจ มันหมายถึงรากฐานที่หยั่งลึกลงไป เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อติดตั้งระบบการเล่นและปลูกฝังปรัชญาการเล่นลงไปเรียบร้อย พี่แกก็คัดเลือกผู้เล่นที่สามารถเล่นตามระบบของตัวเองได้เท่านั้นและเมื่อผู้เล่นเข้าใจในระบบ หมายความว่าจะส่งใครลงเล่นก็ได้ไม่แตกต่างหรือเกิดความเหลื่อมล้ำกันมากนักการส่งนักเตะวัยละอ่อนลงแล้วเอาชนะคู่แข่งอย่าง เอฟเวอร์ตัน ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไฉไลเป็นบ้าจึงถือเป็นการประกาศศักดานะครับ

ประกาศศักดาว่าอาจไม่ใช่แค่ฤดูกาลนี้เพียงเท่านั้นที่ ลิเวอร์พูล จะยึดอำนาจในเมืองหลวงแห่งลูกหนังแต่อาจหมายถึงตลอดทั้งยุคทศวรรษที่ 2020 เลยทีเดียวเชียว !!!

หนึ่งในความหวังของ ทีมบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ที่หลงเหลืออยู่ในฤดูกาลนี้

ทีมบอล

หนึ่งในความหวังของ ทีมบอล  แมนฯ ยูไนเต็ด ที่หลงเหลืออยู่ในฤดูกาลนี้ คือการติดท็อปโฟร์ของพรีเมียร์ลีก เพื่อกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้จงได้

แต่สังเกตไหมครับว่าทุกครั้งที่ทีมอันดับ 4 ของตารางพลาดท่าทำแต้มหล่นหาย หากยัดเยียดความปราชัยให้คู่แข่งที่วรรณะต่ำกว่าได้สำเร็จของ ทีมบอล แมนฯ ยูไนเต็ด จะขยับเข้าใกล้อันดับ 4 มากขึ้น และมีโอกาสปาดหน้าขึ้นไปแทน ซึ่งทุกครั้งที่มีโอกาสอะไรแบบนี้ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่มีปัญญาเอาชนะคู่แข่งที่วรรณะต่ำกว่า

ทีมบอล

คิดแล้วก็ขออนุญาตบ้วนลมหายใจออกมาทางรูจมูกแบบยาวๆ5 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีก เชลซี เสียหลักพุ่งชนความปราชัยไปถึง 4 นัด เก็บชัยชนะได้แค่เกมเดียว และสะสมได้เพียง 3 แต้มเท่านั้นเองส่วน 5 นัดล่าสุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บได้ 9 แต้ม

6 แต้มมาจากการยัดเยียดความปราชัยให้ สเปอร์ส กับ แมนฯ ซิตี้ ซึ่งค่อนข้างเป็น 6 แต้มที่เหนือความคาดหมาย ขณะที่อีก 3 แต้มมาจากการทำได้แค่เสมอ เชฟฯ ยูไนเต็ด 3-3, เสมอ แอสตัน วิลล่า 2-2 และเสมอ เอฟเวอร์ตัน 1-1 ทั้งๆ ที่ควรจะเก็บได้ 9 แต้ม หรือ 7 แต้มเป็นอย่างต่ำ

การสวมวิญญาณจอมโจรโรบินฮู๊ดแห่งป่าเชอร์วู๊ดปล้นทีมใหญ่แล้วเอาไปแจกให้ทีมเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องของมาตรฐาน หรือการแสดงให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว

มันยังมีเหตุผลที่สามารถอธิบายเป็นตัวหนังสือได้อีกด้วย

ใน 3 นัดจาก 5 นัดล่าสุดที่ไม่ชนะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกันอยู่อย่าง คือ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายครองบอลมากกว่าคู่แข่ง บุกมากกว่า และมีโอกาสทำประตูมากกว่า

ทว่าเกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะเปี่ยมประสิทธิ์ภาพมากที่สุดก็ต่อเมื่อเกิดจากการจู่โจมแบบลอบฆ่า และด้วยการเล่นที่น้อยจังหวะ โดยอาศัยความปราดเปรียวของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ ดาเนี่ยล เจมส์ เป็นกุญแจสำคัญ

เวลาเจอทีมที่เหนือกว่า

อันดับแรกคือตั้งรับให้แน่นหนามากที่สุด แล้วหาจังหวะตอบโต้ด้วยความจัดจ้านปานเคี้ยวพริกขี้หนู 300 เม็ดก่อนลงสนามของผู้เล่นในแผนกเกมรุกนี่แหละ

เวลาเจอทีมที่ศักดิ์ศรีเสมอกัน หรือทีมที่มีฟอร์มการเล่นไฉไลกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะอาศัยการตั้งรับแบบรถบัสพลางเข้าปะทะอย่างหนักหน่วงในแดนกลาง เพื่อทำลายจังหวะคู่แข่ง ต่อเมื่อตัดบอลได้จะเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกดุจสายฟ้าฟาด

เมื่อคู่แข่งดาหน้ากันขึ้นมาบุกตามเชิง นั่นเท่ากับการเปิดพื้นที่ว่างในแดนตัวเองให้ผู้เล่นประเภทตีนไฟได้ใช้ความเร็วแรงเข้าจู่โจม

นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงปล้นคะแนนจากทีมใหญ่ได้อย่างอุกอาจ แถมเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ได้ผลมาตลอด

 

คำตอบคือคุณภาพของเกมรุก เมื่อเป็นฝ่ายครอบครองบอลทำเกมบุก ด้วยการเคาะบอลตามช่องนั้นค่อนข้างต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการจับบอล หรือการจ่ายบอลที่เห็นแล้วอยากสบถถึงสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่แดก สปก.4-01 เป็นอาหาร ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นโดยเฉลี่ยถือว่าน้อย เช่นเดียวกับทีมเวิร์คที่การสอดประสานงานเหมือนไม่เคยซ้อมกันมา

รูปแบบเกมรุกไม่มีทั้งไอเดียและความหลากหลาย ซ้ำยังไม่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์อีกต่างหาก อาวุธทำลายล้างของพลพรรคปีศาจแดงชุดนี้ไม่มีความน่าขามเกรงสักเท่าไหร่ เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดบอลจากริมเส้น และการใช้ลูกตั้งเตะให้เป็นประโยชน์ พวกเขาแทบจะไม่ได้ประตูจากการเล่นลักษณะนี้ด้วยซ้ำ

มิเพียงเท่านั้น

เมื่อถูกปิดพื้นที่แน่นหนาจนแทบหารูมุดเข้าไปไม่ได้ ผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่พยายามเสี่ยง หรือไม่เล่นแบบกล้าได้-กล้าเสียสักเท่าไหร่ เนื่องจากกลัวเสียการครอบครองบอล

เวลาให้บอลกันจึงเน้นการให้กับตัว หรือให้ไปที่ตัว เกมรุกจึงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างสโลวโมชั่น โอเคย์…เล่นแบบนี้มีข้อดีคือสามารถครองบอลได้บุกได้มากกว่า แต่ถ้าหาจังหวะจบไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์…มิใช่หรือ

เกมล่าสุดที่ทำได้แค่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน ในถิ่นตัวเองสังเกตได้เลยว่าโอกาสยิงประตูส่วนใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เกิดจากจังหวะวางยาวจากในแดนตัวเอง โดยทิ้งบอลไปที่ว่างแล้วให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ ดาเนี่ยล เจมส์ ใช้ความเร็วควบตะบึงไปเอาแล้วหาทางกระหน่ำตาข่าย

เมื่อใดก็ตามที่เป็นฝ่ายครองบอลบุกมากกว่า มันแทบไม่สร้างความกดดันให้คู่แข่ง ด้วยปัญหาอย่างที่อธิบายไปนั่นแหละ

เอาจริงๆ คุณภาพโดยรวมของผู้เล่นชุดนี้ มันก็ไม่ถึงกับบัดซบอะไรมากมายอย่างที่ถูกปรักปรำ มิเช่นนั้นคงไม่มีทางโค่นคู่แข่งอย่าง แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส และเลสเตอร์ แถมยังเป็นเพียงทีมเดียวจนถึงตอนนี้ที่หยุดความเร็วแรงทะลุส้นตีนของ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ

อดีตบรมกุนซือของปีศาจแดงอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยบอกว่า…

“ปัญหาอยู่ตรงไหนก็แก้ไปตรงจุดนั้น”

ในเมื่อคุณภาพของเกมรุกเวลาเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่ามันห่วยแตกเสียจนไม่มีปัญญายัดเยียดความปราชัยให้ทีมขนาดเล็กกว่า มันสามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มคุณภาพ  ของผู้เล่นในแผนกเกมรุกให้สูงขึ้นกว่าเดิม

ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มี “ศูนย์หน้าตัวเป้า” ที่เป็นศูนย์หน้าขนานแท้ และดั้งเดิม ประเภทที่เกิดมาเพื่อทำลายตาข่ายให้สิ้นซากโดยเฉพาะ

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเมสัน กรีนวู๊ด จัดเป็นกองหน้าสมัยใหม่ที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่งในแนวรุก แต่พวกเขาไม่ใช่ศูนย์หน้าในความหมายของศูนย์หน้าที่สามารถพุ่งหรือโฉบเข้าไปชาร์จบอล เพื่อทำประตู แถมความอดทนต่ำ เมื่อไม่ได้บอลนานๆ ก็มักจะขยับออกมาจากพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง

แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องมีศูนย์หน้าพันธุ์แท้ประเภทนี้นะครับเหมือนที่เคยมี รุด ฟาน นิสเตลรอย, เวย์น รูนี่ย์ หรือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

 

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด มีผู้เล่นในตำแหน่งนี้อย่าง เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรียส เปเรยร่า และฆวน มาต้า

เห็นความแตกต่างไหมครับ

ทีมอื่นเขามีปืนบาซูก้า แต่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนเอาผ้าเช็ดหน้าไปชุบน้ำให้ชุ่มพลางหมุนให้เป็นเกลียวแล้วดีดใส่คู่แข่ง

เมื่อมีศูนย์หน้าประเภทโป้งปิดบัญชีแล้วมันก็ต้องมีตัวเปิดป้อนจากริมเส้น

ฟูลแบ็ค 2 ข้าง – ทางขวา อารอน วาน-บิสซาก้า เชี่ยวชาญเรื่องเกมรับ ไม่ยอมให้ใครเลี้ยงผ่านได้ง่ายๆ แต่ยามขึ้นมาเปิดบอล

ขอบอกว่ามึงทำได้แบบหลับหูหลับตามากครับ

เช่นเดียวกับแบ็คซ้ายไม่ว่าจะเป็น ลุค ชอว์, อ.ยัง หรือแม้แต่ดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ที่ยังดิบเกินไปที่ล้วนเปิดบอลจากริมเส้นได้น่าละเหี่ยใจสุดๆ

ทีนี้ลองนึกภาพเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ครองบอลมากกว่าคู่แข่งแล้วบุกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนผู้เล่นบางคนดูนะครับ

มีหัวหอกตัวเป้าที่รูปร่างสูงใหญ่และวิ่งช่องได้ดีอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์

มีหน้าต่ำที่ฝีเท้าจัดจ้านอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส

และเปลี่ยนแบ็คซ้ายเป็น เบน ชิลเวลล์

การเอาชนะทีมระดับ อบต.อย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน, คริสตัล พาเลซ, เชฟฯ ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลล่า และเอฟเวอร์ตัน มันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากเย็นอะไรเหมือนที่มันเกิดขึ้นใน  ตอนนี้

เว็บ ag.viva9988 login บอกว่าเข้าใจครับว่าตลาดหน้าหนาวในเดือนมกราคมของทุกปีมีเวลาน้อย ซื้อผู้เล่นยาก และมีอัตราความเสี่ยงต่อความล้มเหลวค่อนข้างสูง

เข้าใจครับ ไม่ใช่ไม่เข้าใจ แต่ถ้าขืนทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ปรับปรุง แก้ไข หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอ มันก็คงได้เท่านี้แหละ คือแค่สร้างความกดดันให้อันดับ 4 แบบประเดี๋ยวประด๋าว

แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม !!!

ยกโขยงดาวรุ่ง! 5 ประเด็นน่ารู้ก่อน นักเตะ แมนยูจะบุกชนอัสตานาศึกยูโรปา

นักเตะ

นักเตะ แมนฯยูไนเต็ด เตรียมทำศึกยูโรปา ลีกในคืนนี้ซึ่งพวกเขาต้องเดินทางไกลถึง 6,000 ไมล์เพื่อไปยังประเทศ คาซัคสถาน ในการบุกเยือนอัสตานา แม้ “ผีแดง”

จะการันตีเข้ารอบแล้วแต่มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายโดยเฉพาะเรื่องผู้เล่นที่ทีม นักเตะ ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คัดสรรมาในเกมคืนนี้ เราไปดูกันทีละข้อเลย

นักเตะ

1.ทัพดาวรุ่งพร้อมหน้า

สถานการณ์ใน ยูโรปา ลีก กลุ่มแอลตอนนี้ แมนฯยูไนเต็ด เข้ารอบน็อคเอ๊าท์เป็นที่เรียบร้อย นั่นทำให้ โซลชา ตัดสินใจพักบรรดาแข้งตัวหลักในช่วงกลางสัปดาห์นี้

โดยนักเตะที่เดินทางไปยังประทศคาซัคสถานนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นดาวรุ่งถึง 14 คน ขณะที่ผู้เล่นซีเนียร์มีแค่ ลี แกรนด์, ลุค ชอว์ และ เจสซี่ ลินการ์ด ทำให้อายุเฉลี่ยของผู้เล่นปีศาจแดงชุดนี้คือ 20.33 ปีเท่านั้น

โซลา ยังคอนเฟิร์มว่าจะมี 3 ดาวรุ่งอย่าง ดีฌอน เบอร์นาร์ด, ดีแลน เลวิตต์ และอีธาน แลร์ด ประเดิมลงเป็นตัวจริงใน ยูโรปา ลีก อย่างแน่นอน

2.กรีนวู้ดหวังเป็นฮีโร่อีกครั้ง

เมสัน กรีนวู้ด เพิ่งปลดล็อกยิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหลังถูกส่งลงมาสอยตาข่ายในเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แข้งวัย 18 ปีถือเป็นนักเตะของ แมนฯยูไนเต็ด ที่โชว์ฟอร์มเด่นที่สุดในยูโรปา ลีกแล้ว

โดยเขามีส่วนร่วมกับประตูถึง 3 ลูกจากทั้งหมด 5 ลูกที่ ผีแดง ยิงได้ในรายการนี้ (กรีนวู้ด ยิง 2 ประตู และแอสซิสต์อีก 1 ประตู) และหนึ่งในสองประตูที่ยิงได้คือเกมพบ อัสตานา ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อกลางเดือนกันยายนซึ่งเป็นประตูชัยให้ทีมชนะด้วย คืนนี้เขาจะโชว์ฟอร์มฮอตต่อเนื่องหรือไม่?

3.ผู้พิชิตโรคร้าย

แม็กซ์ เทย์เลอร์ ปราการหลังวัย 19 ปีเป็นหนึ่งในนักเตะ แมนฯยูไนเต็ด ที่เดินทางไปประเทศ คาซัคสถาน กับทีม โดยเขาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ “ผีแดง” เมื่อเดือนมกราคมปี 2018 ทว่าเขาถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

จนต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดอยู่หลายเดือน กระทั่งเขาสามารถเอาชนะโรคร้ายได้สำเร็จ และกลับมาลงซ้อมตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน ก่อนเขาจะถูกเรียกตัวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในคืนนี้

4.อัสตาน่าไว้ลาย

อัสตาน่า เพิ่งคว้าแชมป์ คาซัคสถาน พรีเมียร์ลีก เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านซึ่งถือเป็นการคว้าถ้วยเป็นฤดูกาลที่ 6 ติดต่อกันด้วย อย่างไรก็ตามใน ยูโรปา ลีก

พวกเขาอยู่อันดับบ๊วยของกลุ่มแอล ไม่ชนะและไม่เสมอใครเลย แพ้ 4 นัดรวด โดนถลุงไปถึง 14 ประตูและ ยิงได้แค่ประตูเดียว ตกรอบเป็นที่แน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ตามเกมนี้จะเป็นเกมสุดท้ายที่เล่นในบ้าน อัสตานา ก็ขอสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง โดย อีวาน มาเยฟสกี้ มิดฟิลด์ของทีมก็ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่า นี่คือเกมสำคัญของเหล่าวงการลูกหนังคาซัคสถาน  ไม่ค่อยมีทีมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด มาเยือนที่นี่มากนัก ดังนั้นพวกเขาขอใส่เต็มที่แน่นอน

5.สถิติดี/แย่ในยูโรปา

แม้ตอนนี้เว็บ สมัคร holiday palace  จะบอกว่าทีม แมนฯยูไนเต็ด จะยังไม่แพ้ใครใน ยูโรปา ลีก แต่ทว่าสำหรับเกมเยือนพวกเขามีสถิติที่ไม่ค่อยดีนักเนื่องจาก ปีศาจแดง ยังยิงตรงกรอบแค่ครั้งเดียวเท่านั้นตลอดสองเกมเยือนที่ผ่านมา

แถมครั้งเดียวที่กล่าวมานี้คือการยิงจุดโทษในเกมบุก ปาร์ติซาน ด้วย อย่างไรก็ตามด้านเกมรับ แมนฯยูไนเต็ด ยังคงไม่เสียประตูเลยในรายการนี้ซึ่งตอนนี้ยังไม่เคยมีทีมไหนในประวัติศาสตร์ยูโรปา ลีกที่เก็บคลีนชีทได้ใน 5 เกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม แมนฯยูไนเต็ด จะเป็นทีมแรกหรือไม่ รอติดตามกัน